ผู้เขียน : test columnist1

ห่างไกลจากความสำเร็จของฮอร์โมนในวันนี้หลายขุมนัก แต่กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็ผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาไม่น้อย


ชื่อของ “ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร” ถูกจับตามองทันทีหลังจากมีการประกาศว่าเขาจะมารับหน้าที่กำกับซีรี่ส์ที่ดังที่สุดในประเทศไทย “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ต่อจาก “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์”...แต่กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็ผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาไม่น้อย โดยเฉพาะบทบาทผู้กำกับหนังใหญ่เรื่อง “เพื่อนไม่เก่า” เมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี ส่วนผลลัพธ์นั้น อาจเรียกได้ว่าห่างไกลจากความสำเร็จของฮอร์โมนในวันนี้หลายขุมนัก...ในบทสนทนานี้ ปิงจะมาบอกเราว่าฮอร์โมนในวัย 30 ของเขานั้นพุ่งพล่านแค่ไหนกัน!!


Event  

ชื่อของ “ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร” ถูกจับตามองทันทีหลังจากมีการประกาศว่าเขาจะมารับหน้าที่กำกับซีรี่ส์ที่ดังที่สุดในประเทศไทย “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ต่อจาก “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์”...แต่กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็ผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาไม่น้อย โดยเฉพาะบทบาทผู้กำกับหนังใหญ่เรื่อง “เพื่อนไม่เก่า” เมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี ส่วนผลลัพธ์นั้น อาจเรียกได้ว่าห่างไกลจากความสำเร็จของฮอร์โมนในวันนี้หลายขุมนัก...ในบทสนทนานี้ ปิงจะมาบอกเราว่าฮอร์โมนในวัย 30 ของเขานั้นพุ่งพล่านแค่ไหนกัน!!

WHF: สิ่งที่ทำให้ซีรี่ส์ “ฮอร์โมนฯ” มันไปได้ไกลกว่าซีรี่ส์อื่นๆ ในประเทศไทยส่วนหนึ่ง ต้องยอมรับว่ามาจากการสร้างฐานมวลชนของตัวเอง แฟนคลับ หรืออาจจะเรียกว่า “ติ่ง” ของฮอร์โมนฯ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญหรือว่าตั้งใจ

ปิง: จริงๆ มันไม่ได้มีการวางแผนเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าวันที่เราจะทำซีซั่น 1 เราคิดเพียงว่าจะมีผู้ชมเราเยอะที่สุดได้อย่างไร โจทย์ตอนนั้นมันคือการทำซีรี่ส์เพื่อเปิดตัวช่อง GMM One ต้องสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูด และพี่ย้ง (ทรงยศ) ก็เลยนำเสนอโปรเจกต์นี้ ตอนนั้น YouTube เองก็ไม่ได้มีกฎและข้อจำกัดเท่าทุกวันนี้ เราเลยคิดกันว่าแบบนั้นเราจะเอาคอนเทนต์ของเราไปลงสื่อออนไลน์ เพื่อให้คนเห็นงานของเรามากที่สุด

ซึ่งในแชนเนลของ YouTube ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากกว่าที่ฉายทางโทรทัศน์เสียอีก เพราะมันสามารถถูกส่งต่อไปได้ง่ายและพฤติกรรมคนดูรุ่นใหม่เขาเลือกที่จะดูทางออนไลน์และ on demand มากขึ้น เนื้อหาที่ตรงกลุ่มวัยรุ่นจึงเป็นที่ต้องการ จำได้ว่าใน EP.1-2 ยังค่อนข้างไม่ได้เป็นกระแส จนมา EP.3 ของสไปรท์ ที่มีเนื้อหาค่อนข้างจัดจ้านทำให้คนเริ่มย้อนกลับไปดูสองตอนแรก จน EP.4 ทำให้เราขึ้นล้านวิวได้ครั้งแรก ตอน EP.7 เราถึงล้านวิวภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นกระแสมันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ

WHF: เมื่อสามารถสร้างฐานมวลชนแฟนคลับของตัวเองสำเร็จ ทีมงานอย่างไรต่อเพื่อเป็นการต่อยอด

ปิง: เราให้ความสำคัญในส่วนนี้มาก คือการทำอย่างไรให้คอนเทนต์ของเราไปอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เขาจะคิดรอบด้าน อย่างเสื้อยืดไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ไหนก็ต้องมี และโดนก็อปปี้ไปขายเยอะมาก (หัวเราะ) เราให้ความสำคัญกับการออกแบบโลโก้ที่ค่อนข้างแข็งแรง มีภาพจำที่ชัดเจนเมื่อเห็นโลโก้นี้ที่ไหนคุณจะนึกถึงหนังหรือซีรี่ส์เรื่องนั้นๆ อย่างฮอร์โมนฯ ซีซั่น 1 เราก็คิดทำเสื้อแจ็กเก็ตสกรีนชื่อตัวละครออกมา เพราะเราเล็งเห็นว่าแฟนๆ จะรักตัวละครของพวกเขามากๆ ผมคิดตอนแรกว่าใครจะซื้อเสื้อแจ็กเก็ตหลายๆ ตัว แต่กลายเป็นว่าเรามีแฟนๆ บางคนที่ซื้อไปถึง 6-7 ตัวก็มี

WHF: เมื่อฮอร์โมนฯ มันตั้งค่ามาตรฐานของซีรี่ส์สังคมไทยไว้ค่อนข้างสูง แล้วงานซีรี่ส์ต่อๆ ไปจะเดินไปทางไหนต่อ

ปิง: ต้องเข้าใจ ฮอร์โมนฯ มันเป็นโปรเจกต์ที่สุดโต่งมากคือค่าผลิตต่อตอนมันสูงมากๆ วิธีคิดของมันเป็นหนัง การทำงานมันค่อนข้างสนุกแต่เราก็พบว่ามันเหนื่อยสำหรับคนทำงานมากๆ ตอนนี้มันอยู่ในช่วงปรับสเกลลดลงเพื่อให้มันลงตัวกว่านี้กัน คิดว่าซีรี่ส์สเกลแบบนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

WHF: อย่างที่คุณบอกว่างานมันค่อนข้างมีความซับซ้อนด้วยสเกลงาน แล้วตัวผู้กำกับเองจะต้องบริหารอย่างไรบ้างทั้งในเชิงศิลปะ งบประมาณและกรอบระยะเวลาในการทำงาน

ปิง: ฮอร์โมนฯ เป็นซีรี่ส์ที่ตัดต่อไปออกไป คือเราถ่ายทำให้เสร็จแล้วทยอยตัด เราจะมีสต็อกสมบูรณ์อย่างน้อย 1 ตอน และตอนที่อยู่ในช่วงตัดแบบดราฟต์ไว้ 1 ตอนเสมอ เช่น สัปดาห์นี้จะออนแอร์ตอนที่ 5 เราก็จะมีสต็อกไฟนัลของตอนที่ 6 และดราฟต์ของตอนที่ 7 ไว้แล้ว อย่างในซีซั่น 3 จะยิ่งถูกบีบด้วยเวลาการออกอากาศที่จะจบภายใน 67-68 นาที เราจะต้องบริหารให้ลงตัวที่สุดทีมเราทั้งทีมรวมกันประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องบริหารเนื้อหามันสมบูรณ์ที่สุด ผมจะมีในใจว่าส่วนไหนยอมไม่ได้หรือปล่อยไม่ได้ หนังหลักๆ มันจะมีส่วนของเนื้อเรื่องและอารมณ์ของหนัง ซึ่งในหลายๆ เรายอมที่เลือกจะหั่นเนื้อเรื่องเพื่อคุมอารมณ์ของตอนนั้นๆ ให้อยู่ อีกเรื่องหนึ่งคือเราฟังกระแสตอบรับของคนดูแบบตอนต่อตอนว่าการเล่าแบบนี้มันมากหรือน้อยไปแต่เราก็จะใช้รสนิยมของเราเป็นหลัก

WHF: เวลาทำหนังหรือซีรี่ส์เรื่องหนึ่งต้องทำงานกันเป็นทีม แต่เราจะมีคนที่ได้เป็นผู้กำกับเพียงแค่หนึ่งคน แต่เด็กรุ่นใหม่หลายคนไปโฟกัสว่าถ้าจะทำหนังหรือซีรี่ส์สักเรื่องจะต้องได้เป็นผู้กำกับ กว่าปิงจะฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ ปิงผ่านอะไรมาบ้าง

ปิง: ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าทุกวันนี้ผมเรียกตัวเองว่าผู้กำกับหรือเปล่า (หัวเราะ) มันกลายเป็นเราย้อนกลับไปในวันแรกที่เราอยากเป็นผู้กำกับเพราะเราอยากจะเล่าหนังในแบบที่เราเชื่อ เหมือนเราเคยดูหนังสมัยเด็กๆ แล้วรู้สึกว่าเราไม่อยากให้หนังมันจบแบบนี้เลย ทำไมไม่จบแบบนั้นล่ะเราเลยรู้ว่าอาชีพเดียวที่จะทำแบบนั้นก็คือการเป็นผู้กำกับ

ส่วนหนึ่งผมคิดว่าผมเคยมีปมจากการเริ่มงานเขียนบทแล้วเหมือนพอบทเราถูกเอาไปกำกับเป็นหนังแล้วมันต่างจากที่เราเขียนไปมาก ตอนนั้นผมเขียนบทเรื่อง “ฝัน-หวาน-อาย-จูบ” แต่เราก็ยอมรับในงานของผู้กำกับ มันทำให้เราคิดว่าถ้าเราอยากได้แบบที่เราต้องการก็ต้องเป็นผู้กำกับ ผมเลยมุ่งมั่นและศึกษาศาสตร์ของมันอย่างจริงจังมากขึ้น

WHF: อยากให้ปิงย้อนกลับไปในวันที่มีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก “เพื่อนไม่เก่า” ของค่ายใหญ่อย่างสหมงคลฟิล์ม

ปิง: ตอนนั้นเป็นโอกาสแรกที่ได้รับ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นผู้กำกับเร็วไปหรือเปล่าเราอายุแค่ 25 เอง ผมไม่เก่งเรื่องกล้องเท่ากับคนอื่น ประสบการณ์ก็ยังน้อยมาก ทีมงานหลายๆ คนเป็นคนที่อายุมากกว่าผมอีกผมเลยต้องศึกษาหนักขึ้น การหาตัวอย่างหนังต่างประเทศดู เพื่อวิเคราะห์ช็อต อ่านบทวิจารณ์ ศึกษาเรื่องกล้อง เราต้องไปพิสูจน์กับทีมงานว่าเรามีความรู้พอที่จะมากำกับพวกเขาให้ได้

WHF: สมมุติถ้าวันนี้ย้อนกลับไปแก้หนังเรื่อง “เพื่อนไม่เก่า” ได้ คุณอยากจะกลับไปแก้อะไรบ้าง

ปิง: ผมว่าผมอยากแก้เยอะมาก ผมเคยย้อนดูหนังเรื่องนี้อีกทีสามปีหลังจากฉายไปแล้ว เราพบจุดบกพร่องเต็มไปหมด ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ เราก็พยายามจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่พยายามหาว่าข้อเสียของตัวเองคืออะไรแล้วเอาไปพัฒนา บางทีเรารับแต่คำชมมันทำให้เราหลง แต่คำติจะทำให้เราพัฒนา สมมุติคนไปดูหนังเราแล้วบอกว่ามันไม่สนุกตรงไหน แล้วมาบอกเราๆ ก็จะเก็บไว้เพื่อเอาจุดนั้นไปพัฒนาต่อ ผมเลยเลือกวิธีถามกลุ่มคนที่ดูหนังหลากหลายเพื่อจะเรียนรู้มุมมองและสิ่งที่พวกเขาต้องการ เราอยากให้คนดูสนุกไปกับหนังของเรา

WHF: หนังหรือซีรี่ส์เองเป็นการลงทุนเชิงพาณิชย์ศิลป์คือถูกสร้างมาเพื่อนำเสนอให้ผู้ชมดูและสร้างรายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พบก็คือผู้กำกับหลายๆ คนมักจะเลือกใส่ความเป็นส่วนตัวเข้าไปในหนังเรื่องนั้น คุณรักษาสมดุลระหว่างรสนิยมส่วนตัวและการสื่อสารกับผู้ชมอย่างไร

ปิง: ผมว่าความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ดีเพราะถ้าเราทำในสิ่งที่เชื่อที่รักสุดท้ายมันมักจะออกมาดี แต่วิธีการนำเสนอเราต้องถอยออกมาว่าแล้วสิ่งที่เราทำอยู่เราเข้าใจอยู่คนเดียวหรือเราสนุกอยู่คนเดียวหรือเปล่า เหมือนกับว่าเราเอาประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของเรามาแชร์แล้วเราจะทำอย่างไรให้เขาอินกับประสบการณ์ชีวิตของเรา บางทีผู้กำกับหลายคนละเลยเรื่องนี้คือเหมือนว่าเขาเข้าถึงคนเดียว ยกตัวอย่างตอนผมดูหนังเรื่อง “ยัง’บาว” ผมดูแล้วผมสัมผัสได้เลยว่าผู้กำกับคนนี้รักวงคาราบาวมากๆ แต่เขารักอยู่คนเดียวเขาไม่สามารถถ่ายทอดให้คนดูรับรู้ได้ว่าเขามีอารมณ์ร่วมกับคาราบาวอย่างไร

WHF: ย้อนกลับไปสมัยเป็นนักเรียนหนังในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชาภาพยนตร์ หลายๆ คนตอนเรียนคงอยากที่จะเป็นผู้กำกับ แต่มีไม่กี่คนที่มายืนจุดนี้ได้ แล้วคนที่ไม่ได้มายืนในจุดนี้เขาไปทำอะไรกันต่อ

ปิง: ในรุ่นผมมีแค่ผมกับคุณหมู ชยนพ (ผู้กำกับ เมย์ไหน...ไฟแรงเฟร่อ) ที่ได้กำกับหนัง แต่หลายคนก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการบ้างทำวีดีโอพรีเซนเทชั่น ทำงานวงการโฆษณา ไปทำงานพัฒนาสังคม หรือมีบางคนนี่ก็ไปทำงานภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู้ด คือวงการภาพยนตร์มันไม่ได้มีผู้กำกับเยอะขนาดนั้นเพราะวงการหนังไทยมันไม่ได้มีหนังให้ทำจำนวนมากขนาดนั้น

WHF: ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต น้อยคนที่จะมาถึงจุดเป็นผู้กำกับได้หลาย ๆคนเลยเบี่ยงเส้นทางชีวิตเพื่อความอยู่รอด กว่าที่คุณจะมาถึงตรงนี้ได้คุณแลกอะไรไปบ้าง

ปิง: ผมยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตที่เราเลี่ยงไม่ได้เลย มันทำให้เราต้องการความมั่นคง ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมหนังไทยเองก็ไม่มั่นคง ใครที่ไม่เก่งจริงไม่ขยันจริงและไม่เป็นที่ยอมรับจริงๆ มันยากมากที่จะอยู่ตรงนี้ได้ เพราะหนังมันมีต้นทุนที่สูงมาก คนที่ทำต้องคิดรอบคอบมากว่าหนังที่เราทำออกไปมันจะสามารถเลี้ยงคนในบริษัทได้อย่างไร มันถึงต้องใช้เวลาทำงานมาก ปัญหาคือหลายๆ คนพยายามจะเร่งรัดเพื่อเป็นผู้กำกับมากเกินไป เหมือนผมมองย้อนกลับไปตอนได้กำกับหนังเรื่องแรกตอนอายุที่ 25 มันเร็วเกินไป ตอนที่ได้กำกับเราก็จะคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่พอหนังที่ผมกำกับมันไม่ประสบความสำเร็จมันทำให้เราเห็นว่าที่เราทำมันแย่ สิ่งนั้นคือสิ่งที่ทำให้เราคิดว่าเรายังไม่เก่งพอและต้องพัฒนาต่อไป

WHF: ตอนนี้มันมีช่องทางของออนไลน์ รวมไปถึงสตูดิโอค่ายหนังอิสระ การเป็นผู้กำกับมันง่ายขึ้นหรือไม่ พอการเป็นผู้กำกับง่ายขึ้นมันทำให้มีปัญหาในเชิงคุณภาพหรือเปล่า

ปิง: ท้ายที่สุด เราจะเห็นงานของนักศึกษารุ่นใหม่มากขึ้น ปัญหาก็คือเราเห็นชิ้นงานจำนวนมากขึ้นแต่เรากลับเห็นคนที่โดดเด่นน้อยลง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไร ถ้าผมลองคิดว่าผมเป็นวัยรุ่นในยุคนี้ผมอาจจะโดนคำชมลวงตาก็ได้ เหมือนพอผมอัพหนังของตัวเองขึ้น YouTube แล้วมีคอมเมนต์ว่า “ชอบจังค่ะ” เราก็คงจะรู้สึกตัวพองมากๆ จนบางทีมันทำให้เราลืมไปว่าเราจะทำงานให้ดีกว่านี้ได้อย่างไรบ้าง เราลืมไปแล้วว่ายุคนี้คนที่เขาไม่ชอบงานเรา เขาอาจจะกดปิดหนังของเราไปแล้วตั้งแต่สามนาทีแรกก็ได้

WHF: แล้วจริงๆพื้นที่ออนไลน์มันเป็นพื้นที่ของโอกาสจริงๆ หรือไม่ในสายตาของปิง

ปิง: ผมว่ามันเป็นโอกาสแน่นอน เป็นช่องทางที่งานของเราจะไปถึงสายตาคนดู ถ้างานมันดีจริงๆ มันจะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วโอกาสมันอยู่ที่คุณภาพของงานที่ดี ช่องทางออนไลน์อาจจะมีประโยชน์สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่างานของตัวเองลงตัวหรือยัง ขอลองปล่อยลงทางออนไลน์เพื่อเช็กกระแสตอบรับและคำวิจารณ์ก่อน ซึ่งจริงๆ ถ้าคุณมั่นใจในงานของตัวเองจริงๆ อาจจะเปิดฉายให้เพื่อนคุณ 10 คนดูแล้ววิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาก็ได้ เพื่อเอาคำติชมนั้นไปพัฒนาต่อไป สำหรับผมๆ เลยมองว่าเรื่องออนไลน์มันเป็นแค่ของแถมมากกว่า

WHF: คำถามสุดท้ายถ้าหากปิง ในวัย 30 มีเงิน 1 ล้านบาท คุณจะเอาเงิน 1 ล้านบาทไปทำอะไร

ปิง: ผมอยากจะเอาเงินนั้นไปทำหนังสารคดี สารคดีของ ”คนทำหนัง” คือส่วนใหญ่เวลาหนังจะฉายมันก็จะมีอยู่แล้วที่จะมีรายการพิเศษเพ่อนำเสนอเบื้องหลัง แต่ผมคิดว่าส่วนมากมันจะเน้นไปในเชิงประชาสัมพันธ์หนังมากกว่าสะท้อนให้เห็นกระบวนการขั้นตอนของการทำหนัง ผมอยากทำหนังสารคดีตามติดชีวิตหนังหนึ่งเรื่องเลยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเขียนบทหน้าแรก ถ่ายทำ ตัดต่อ จนหนังเสร็จ ปิดกล้องออกฉาย เลี้ยงฉลองความสำเร็จ มันจะถ่ายทอดให้เราเห็นว่ากว่าจะเป็นหนังหนึ่งเรื่องมันผ่านอะไรมาบ้าง ผมเคยดูสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำ The Social Network ของ เดวิด ฟินเชอร์ ยาวกว่า 4ชั่วโมง เพื่อทำให้เห็นว่าฉากในแต่ละฉากที่เราเห็นว่ายอดเยี่ยมมันผ่านอะไรมาบ้าง ผมคิดว่าคนที่ดูหนังชอบหนังหรืออยากเป็นผู้กำกับควรจะได้ดูหนังสารคดีเบื้องหลังแบบนี้บ้างครับ